วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561

• ฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัดและศาลมีคำพิพากษาแล้ว จะฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดตามคำพิพากษาด้วยได้หรือไม่ เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  7359/2559
                        ศาลแรงงานภาค 8 ตรวจสำนวนคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า  โจทก์ทั้งสามเคยฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด พี. ซึ่งจำเลยทั้งสามเป็นกรรมการอยู่ (ที่ถูก เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ) ของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสาม) ฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ในฐานะที่จำเลยทั้งสามเป็นกรรมการ (ที่ถูก เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ) ของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ซึ่งโจทก์ (ที่ถูก โจทก์ทั้งสาม) สามารถฟ้องได้ในคดีเดิมอยู่แล้ว จึงถือว่าเป็นคู่ความเดิมเป็นฟ้องซ้ำ ไม่รับฟ้อง
                        คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสามว่า คดีมีเหตุต้องรับฟ้องโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำฟ้องตามสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ทั้งสามแล้ว  กรณีเป็นคำฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามในฐานะเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด พี.  ซึ่งต้องรับผิดในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1077 (2) และมาตรา 1087 ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมของศาลแรงงานภาค 8 ในคดีเดิมที่โจทก์ทั้งสามเคยฟ้องห้างหุ้นส่วนจำกัด พี. ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากไว้ก่อนแล้ว  ดังนั้น คู่ความที่เป็นจำเลยในคดีเดิมและคดีนี้จึงมิใช่คู่ความเดียวกัน  ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ ที่ศาลแรงงานภาค 8 มีคำสั่งไม่รับฟ้องมานั้น  ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

                        พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานภาค 8 และให้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟ้องของโจทก์ทั้งสามไว้พิจารณาต่อไป

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ดอกเบี้ยค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เริ่มคิดเมื่อใด อัตราใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3129/2558
                  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง กำหนดให้กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าชดเชย ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี ดังนั้น เมื่อค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นค่าจ้างตามนิยามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยสำหรับค่าชดเชยและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับวันผิดนัดอันเป็นวันเริ่มคิดดอกเบี้ยผิดนัดนั้น ค่าชดเชยคิดได้นับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 ส่วนค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี นายจ้างต้องจ่ายภายในสามวันนับแต่วันเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 70 วรรคท้าย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านายจ้างต้องจ่ายนับแต่วันที่ทวงถาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ทวงถามจำเลยให้ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวงล่วงหน้าในวันใด จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายดอกเบี้ยในสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้อง

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

ตกลงจ่ายค่าจ้าง หรือค่าล่วงเวลา นอกจากเป็นเงินได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13028/2558

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์ได้รับค่าล่วงเวลาตามฟ้องแล้วหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสองจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์แล้วโดยจ่ายเป็นเงินบางส่วนวันละ 33 บาท คิดเป็นเงิน 369 บาท ส่วนที่เหลือจำเลยทั้งสองจ่ายเป็นค่าอาหารให้แก่โจทก์ตามที่จำเลยทั้งสองกับพนักงานตกลงกันวันละสองมื้อ คิดเป็นเงินวันละ 60 บาท เมื่อนำมาคำนวณกันแล้ว จำเลยทั้งสองยังคงค้างค่าล่วงเวลาเพียง 234 บาท เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องและนำสืบว่าโจทก์ทำงานกับจำเลยวันละ 10 ชั่วโมง จึงมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาวันละ 2 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 56.25 บาท รวม 12 วัน เป็นเงิน 1,350 บาท ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 3 โดยคู่ความไม่อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายวันละ 300 บาท ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามสำเนาการ์ดลงเวลาทำงานของโจทก์ เอกสาร จ.2 ระบุชื่อเล่นว่า แตน รอบเวลาทำงาน 16 – 31 มกราคม 2557 ทำงาน 12 วัน คูณด้วย 333 บาท เป็นเงินเท่ากับ 3,996 บาท หักด้วยเงินที่โจทก์เบิกทุกวัน วันละ 100 บาท เป็นเงิน 1,200 บาท จ่ายเพิ่มเงินส่วนที่เหลือ 2,796 บาท ซึ่งสอดคล้องกับซองสีชมพูเอกสารหมายเลข จ.1 ซึ่งจำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างให้ 2,796 บาท ส่วนที่จ่ายอีก 366 บาท เป็นค่าถูบ้านที่จำเลยที่ 1 แสดงว่าจำเลยที่ 1 จ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์แล้ว 33 บาท เป็นเวลา 12 วัน เป็นเงิน 396 บาท ตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าร้านมีข้อตกลงกับพนักงานว่าร้านจะจัดอาหารให้แก่พนักงานวันละสองมื้อเป็นค่าล่วงเวลาเฉลี่ยวันละสองชั่วโมง คิดเป็นเงินวันละ 60 บาท จำเลยคงต้องรับผิดชำระค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์อีกเพียง 234 บาท นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตาม 5 บัญญัติว่า ค่าล่วงเวลา หมายความว่า เงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นการตอบแทนการทำงานล่วงเวลาทำงานในเวลาทำงาน ดังนั้นการจ่ายค่าล่วงเวลาจะต้องจ่ายเป็นเงิน แม้จะมีข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 จัดหาอาหารให้แก่โจทก์แทนการจ่ายเงินค่าล่วงเวลาตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวก็ขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อาจบังคับได้ จำเลยทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาส่วนที่ขาดแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่วินิจฉัยข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 จ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์ 396 บาท นำไปหักออกากค่าล่วงเวลา 1,350 บาทแล้ว จำเลยทั้งสองคงต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้โจทก์อีก 954 บาท